ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot
dot




อาการปวดหลัง

 

 

ลักษณะทั่วไป
โรคปวดกล้ามเนื้อหลัง เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของอาการปวดหลัง พบได้ตั้งแต่วัยหนุ่ม 
สาวเป็นต้นไป   เป็นภาวะที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง และมักจะหายได้เอง แต่อาจเป็นๆ หาย   
เรื้อรังได้

สาเหตุ
มักเกิดจากการทำงานก้ม ๆ เงย ๆ ยกของหนัก นั่ง ยืน นอน    หรือยกของในท่าที่ไม่ถูกต้อง 
ใส่รองเท้าส้นสูงมากเกินไป หรือนอนที่นอนนุ่มเกินไป ทำให้เกิดแรงกดตรงกล้ามเนื้อสันหลัง
ส่วนล่าง ซึ่งจะมีอาการเกร็งตัว   ทำให้เกิดอาการปวดตรงกลางหลังส่วนล่าง คนที่อ้วน   หรือ
หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ ก็อาจมีอาการปวดหลังได้เช่นกัน

อาการ
ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดตรงกลางหลังส่วนล่าง (ตรงบริเวณกระเบนเหน็บ) ซึ่งอาจเกิดขึ้นเฉียบพลัน
หรือค่อยเป็นทีละน้อย อาการปวดอาจเป็นอยู่ตลอดเวลา หรือปวดเฉพาะในท่าบางท่า การไอ 
จาม หรือบิดตัว เอี้ยวตัวอาจทำให้รู้สึกปวดมากขึ้น    โดยทั่วไปผู้ป่วยจะแข็งแรงดี และไม่มี
อาการผิดปกติอื่น ๆร่วมด้วย

สิ่งตรวจพบ
มักตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร

การรักษา
1.
สังเกตว่ามีสาเหตุจากอะไร แล้วแก้ไขเสีย เช่น ถ้าปวดหลังตอนตื่นนอน ก็อาจเกิดจากที่ 
   
นอนนุ่มไป หรือนอนเตียงสปริง ก็แก้ไขโดยนอนบนที่แข็งและเรียบแทนถ้าปวดหลังตอนเย็น 
   
ก็มักจะเกิดจากการนั่งตัวงอตัวเอียง หรือใส่รองเท้าส้นสูง ก็พยายามนั่งให้ถูกท่า หรือเปลี่ยน 
   
เป็นรองเท้าธรรมดาแทน ถ้าอ้วนไป ควรพยายามลดน้ำหนัก
2.
ถ้ามีอาการปวดมาก    ให้นอนหงายบนพื้น แล้วใช้เท้าพาดบนเก้าอี้ให้เข่างอเป็นมุมฉาก  
   
สักครู่หนึ่งก็อาจทุเลาได้ หรือจะใช้ยาหม่อง หรือน้ำมันระกำทานวด หรือใช้น้ำอุ่นประคบก็ได้  
   
ถ้าไม่หาย ก็ให้ยาแก้ปวด เช่น แอสไพริน, พาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด     จะกินควบกับ 
   
ไดอะซีแพมขนาด 2 มก.ด้วยก็ได้ 
   
ถ้ายังไม่หาย อาจให้ยาคลายกล้ามเนื้อ เช่น เมโทคาร์บา มอล , คาริโซม่า ครั้งละ 1 เม็ด ซ้ำ
   
ได้ทุก 6-8 ชั่วโมง   
   
ผู้ป่วยควรนอนที่นอนแข็ง และหมั่นฝึก กายบริหารให้กล้ามเนื้อหลังแข็งแรง
3.
ถ้าเป็นเรื้อรัง หรือมีอาการชาที่ขา หรือขาไม่มีแรง อาจเกิดจากสาเหตุอื่น ควรแนะนำ ผู้ป่วยไป
   
โรงพยาบาล   อาจ ต้องเอกซเรย์หลัง หรือตรวจพิเศษอื่น ๆ และให้การรักษาตาม สาเหตุที่พบ

ข้อแนะนำ
อาการปวดหลังแบบนี้เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในหมู่ชาวไร่ชาวนา กรรมกรที่ทำงานหนัก และใน 
หมู่คนที่ทำงานนั่งโต๊ะนาน ๆ  ซึ่งมักจะเข้าใจผิดว่า เป็นอาการของโรคไต โรคกษัย  และซื้อ 
ยาชุด ยาแก้กษัย  หรือยาแก้โรคไต  กินอย่างผิด ๆ ซึ่งบางครั้งอาจทำให้เกิดโทษได้  ดังนั้น 
จึงควรแนะนำชาวบ้านเข้าใจถึง สาเหตุของอาการปวดหลัง  และควรใช้ยาเท่าที่จำเป็น 
โดยทั่วไป การปวดหลังเนื่องจากกล้ามเนื้อมักจะปวดตรงกลางหลัง ส่วนโรคไตมักจะปวดที่สีข้าง  
และอาจมีไข้สูง หนาวสั่น หรือปัสสาวะขุ่นหรือแดงร่วมด้วย

การป้องกัน
โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยระวังรักษาท่านั่ง ท่ายืน ท่ายกของ ให้ถูกต้อง หมั่นออกกำลัง 
กล้ามเนื้อหลังเป็นประจำ  และนอนบนที่นอนแข็ง

โรคปวดหลังป้องกันได้ไม่ยากBack pain 
โรคปวดหลังพบได้บ่อยรองจากโรคปวดหัว เมื่อคุณอายุมากอาจ จะต้อง 
เผชิญกับโรคนี้ "คิดป้องกันตอนนี้จะได้ไม่เป็นโรคปวดหลัง" 
สาเหตุของการปวดหลังนั้นมีมากมาย ขึ้นกับอายุของผู้ป่วย ในวัยหนุ่มสาวหรือกลางคน
ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากการอักเสบของเอ็น และกล้ามเนื้อบริเวณสันหลัง อาจเกิดจากการ
จัดท่าทางของร่างกายไม่ถูกต้อง เช่น นั่งหลังงอ, เดินหลังโก่ง หรือยกของหนักผิดวิธี ฯลฯ 
การรักษาจึงเป็นเพียงการรับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการอักเสบ แก้ปวด 
การจัดท่าทางให้ถูกต้องและการบริหารกล้ามเนื้อเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง ก็จะเพียงพอ

ยังมีสาเหตุของการปวดหลังในวัยหนุ่มสาว และกลางคนที่พบได้ไม่น้อยเลยคือ 
หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขา ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดหลังส่วนล่าง 
ปวดตะโพก ส่วนใหญ่จะร้าวลงขา มีบางรายอาจจะไม่ร้าวลงถึงต้นขา แต่อาการปวดจะ
ยังคงอยู่แค่บริเวณตะโพกและหลังเท่านั้น ในรายเช่นนี้ อาการปวดมักจะเป็นมากขึ้น 
เมื่อก้มหรือ ไอ , จาม และดีขึ้นเมื่อได้นอนราบ

ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่มีอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทนี้ สามารถวินิจฉัยได้จากการ
ซักถามประวัติและตรวจร่างกาย, มีการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาและการทำกายภาพบำบัด
ค่อนข้างดี มีบางส่วนเท่านั้นที่อาการไม่ดีขึ้น ซึ่งต้องได้รับการยืนยันการวินิจฉัยโรค ด้วยการ
เอ็กซเรย์พิเศษอาจจะเป็นการฉีดสีเข้าบริเวณไขสันหลัง (Myelogram) หรือการเอ็กซเรย์
คอมพิวเตอร์แม่เหล็ก (MRI) ก็ได้ เมื่อยืนยันการวินิจฉัยได้แล้ว ก็สามารถให้การรักษาในขั้น
ต่อไปได้ โดยอาจจะเป็นการฉีดยาเข้าบริเวณไขสันหลังหรือการผ่าตัดเอาหมอนรองกระดูกที่
ทับเส้นประสาทนั้นออก

ส่วนในวัยสูงอายุ อาการปวดหลังมักมีสาเหตุจากการเสื่อมสภาพของกระดูกสันหลัง
เช่นกระดูกสันหลังงอกดทับเส้นประสาท หรือมีการเคลื่อนตัวของข้อกระดูกสันหลังออกจาก
ตำแหน่งเดิม ซึ่งสามารถวินิจฉัยได้จากการซักประวัติ, ตรวจร่างกาย และเอ็กซเรย์ 
การรักษาเบื้องต้นก็ยังคงเป็นการรับประทานยา, ใส่เสื้อรัดเอว, ทำกายภาพบำบัดเสียก่อน 
ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือเป็นมากขึ้น ก็อาจจะพิจารณาเรื่องการผ่าตัดรักษา

สาเหตุอื่นๆส่วนน้อย ที่ทำให้มีอาการปวดหลังได้ ก็คือ ปวดจากการร้าวของอวัยวะของ
ช่องท้อง เช่น นิ่วที่ไต, ตับอ่อนอักเสบ ฯลฯ ซึ่งพบไม่บ่อยนัก จากประวัติอาการปวด, ตรวจ
ร่างกาย, เอ็กซเรย์

รวมถึงการตรวจทางห้องทดลอง (เลือด, ปัสสาวะ) ก็สามารถให้การวินิจฉัยได้ถูกต้อง
พอสมควรอยู่แล้ว

สาเหตุ โรคปวดหลังนั้นมีมากมาย ได้แก่ 
โดยกำเนิด, อุบัติเหตุ, เนื้องอก, ติดเชื้อ, อักเสบ, โรคเมตาบอลิก, โรคในช่องท้อง, โรค
กระดูกสันหลังเสื่อม แต่สาเหตุที่เป็นกันมาก และ สามารถป้องกันรักษาได้ คือ โรคกระดูก
สันหลังเสื่อม น้ำหนักตัวมาก  ท่าทางไม่เหมาะสม ขาดการออกกำลังกายทำให้ลงพุง
เอวแอ่นมาก 

คนที่ลงพุง น้ำหนักที่มากขึ้นคูณกับพุงที่ยื่นมาด้านหน้า ทำให้กล้ามเนื้อ หลังต้อง 
ออกแรงดึง มากขึ้น การดึงเป็นเวลานานๆ ทำให้กระดูกสันหลัง เสื่อมเร็ว ทำให้ปวดหลังได้

ท่าทางที่ไม่เหมาะสม หลังจะค่อมทำให้เอวแอ่นมากขึ้น การที่เอว แอ่นมากขึ้น ทำให้ช่อง
ทางออก ของเส้นประสาท แคบลง เส้นประสาท ถูกเบียดมากขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ปวดหลัง 
เอวแอ่นอยู่เป็นเวลานานๆ ทำให้ หมอนรองกระดูกรับน้ำหนักไม่สมดุลย์กัน จึงเกิดการเสื่อม
ของหมอนรอง กระดูก ซึ่งมีผลทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมตามมา


การรักษา ที่ดีที่สุด คือ ป้องกันสาเหตุ ได้แก่ 

1.
ลดน้ำหนักตัว ไม่ใช่การอดอาหาร แต่เป็นการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่งดเว้นการกินอาหาร
   
ที่มีแคลอรี่สูง มากเกิน ความจำเป็น เช่น ดื่มน้ำหวาน
2.
ท่าทางเหมาะสม
   
ท่ายืน ที่ถูกต้อง คือ แขม่วท้องอกผายไหล่ผึ่งเอวแอ่นน้อยที่สุด ถ้าต้องยืนเป็นเวลานานควรมี
   
ที่พักเท้า การยืนห่อไหล่พุงยื่น ทำให้เอวแอ่น มากปวดหลังได้
   
ท่านั่ง ที่ถูกต้อง สันหลังตรงพิงพนัก เก้าอี้สูงพอดี และควรมีที่พักแขน การนั่งห่างจากโต๊ะ
   
มากทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานมาก ที่นั่งที่เหมาะสม ที่สุดในการพักผ่อน ควรเอียง 60 องศา 
   
จากแนวตั้ง มีส่วนหนุนหลัง มีที่วางแขน ทำด้วยวัสดุนุ่มแต่แน่น
   
ท่านั่งขับรถ ที่ถูกต้อง หลังพิงพนัก เข่างอเหนือระดับสะโพก การนั่งห่างเกินไป ทำให้เข่าต้อง 
   
เหยียดออกกระดูกสันหลังตึง
   
ท่ายกของ ที่ถูกต้อง ควรย่อตัว ยกของให้ชิดตัว แล้วลุกด้วยกำลังขา การก้มลงหยิบของในลักษณะ  
   
เข่าเหยียดตรง ทำให้ปวดหลังได้
   
ท่าถือของ ที่ถูกต้องควรให้ชิดตัวที่สุด การถือของห่างจากลำตัว ทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานหนัก 
   
ปวดหลังได้
   
ท่าเข็นรถ ที่ถูกต้อง ควรดันไปข้างหน้า ออกแรงที่กล้ามท้อง การดึง ถอยหลังจะออกแรงที่กล้ามเนื้อ 
   
หลังเป็นเหตุให้ปวดหลัง
   
ท่านอน ที่นอน ควรจะแน่น ยุบตัวน้อยที่สุด ไม่ควรใช้ฟูกฟองน้ำ หรือเตียงสปริง เพราะหลัง จะจม
   
อยู่ในแอ่ง ทำให้กระดูกสันหลังแอ่น มากปวดหลังได้
          
นอนคว่ำ จะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นมากที่สุด โดยเฉพาะระดับเอว ทำให้ปวดหลังได้
          
นอนหงาย ทำให้หลังแอ่นได้เล็กน้อย ควรใช้หมอนข้างใบใหญ่ หนุนใต้ โคนขา จะช่วยให้กระดูก 
                          
สันหลังไม่แอ่น
          
นอนตะแคง เป็นท่านอนที่ดี ควรให้ขาล่างเหยียดตรง ขาบนงอ สะโพก และเข่ากอดหมอนข้าง
3.
การออกกำลังกาย
กระดูกสันหลังปกติรับน้ำหนักมากอาจหลุดได้ แต่นักกีฬายกน้ำหนัก ได้มาก เพราะมีกล้ามเนื้อท้อง 
แข็งแรง เปรียบเสมือนมีลูกบอลคอยช่วย รับน้ำหนักไว้ การออกกำลังกายที่จำเป็นต้องทำเป็นประจำ


ปวดหลัง /Back pain:
จาก หน่วยแนะแนวและปรึกษาปัญหาสุขภาพคลีนิค ผู้ป่วยนอก ออร์โทบิดิกส์ โรงพยาบาลรามาธิบดี 
จารุณี นันทวโนทยาน รวบรวม ร.ศ. นพ. วิเชียร เลาหเจริญสมบัติ ที่ปรีกษา 

ปวดหลัง-ปวดเอว เป็นอาการที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน จากสถิติ มนุษย์ร้อยละ 80 เคยมี
ประสบการณ์การปวดหลัง-ปวดเอว อาการปวดจะแสดงได้ต่าง ๆ กัน บางท่านอาจปวดเฉพาะ
บริเวณหลังหรือกระเบนเหน็บ หรือบางท่านอาจปวดหลัง และร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง
สองข้างและมีอาการชาร่วมด้วยจนเดินไม่ได้ก็มี 
หลังที่สมบูรณ์แข็งแรงจะยืดหยุ่นและไม่ปวดมีการทำงานของระบบโครงสร้าง คือ 
กระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกกล้ามเนื้อและเอ็นอย่างเหมาะสม และปกป้องอันตรายไม่ให้เกิด
กับประสาทไขสันหลัง 

สาเหตุอาการปวดหลัง 
1.)
การใช้กิริยาท่าทางต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันไม่ถูกต้อง 
2.)
ความเสื่อมของกระดูกและข้อจากวัยที่สูงขึ้น 
3.)
ขาดการออกกำลังกายหรือมีการเคลื่อนไหวที่จำกัด 
4.)
ความผิดปกติของกระดูกสันหลังแต่กำเนิด เช่น หลังคด หลังแอ่น 
5.)
การมีการอักเสบหรือติดเชื้อ เช่น วัณโรคของกระดูกสันหลัง 
6.)
การได้รับอุบัติเหตุ เช่น ตกจากที่สูง 
7.)
การมีเนื้องอกของประสาทไขสันหลังหรือมะเร็งที่แพร่กระจายมายังกระดูกสันหลัง 
8.)
อาการปวดร้าวมายังหลังจากโรคของอวัยวะในระบบอื่น ๆ เช่นนิ่วในไต เนื้องอกในอุ้งเชิงกราน 
9.)
ปัญหาที่ทำให้เกิดความตึงเครียด และความวิตกกังวลในชีวิต 

การป้องกันอาการปวดหลัง 
1.)
เรียนรู้การใช้กิริยาท่าทางที่ถูกต้องในชีวิตประจำวัน 
2.)
หลีกเหลี่ยงการอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน 
3.)
หลีกเหลี่ยงการใช้แรงงานมาก ๆ และรู้ถึงขีดจำกัดกำลังของตัวเองในการยกของหนัก 
4.)
ควบคุมน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน ซึ่งทำให้กระดูกสันหลังส่วนเอวต้องรับน้ำหนักมาก โดย
    
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์สำหรับร่างกายให้ครบทุกประเภท 
5.)
บำรุงรักษาสุขภาพร่างกายทั่วไปให้แข็งแรงสมบูรณ์อยู่เสมอ ร่วมกับการออกกำลังกาย
    
กลางแจ้ง เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ รำมวยจีน จะช่วยลดอาการปวดหลังจากการทำงาน 
6.)
ออกกำลังบริหารร่างกาย ป้องกันอาการปวดหลังอย่างสม่ำเสมอทุกวัน ถึงแม้ในปัจจุบัน
     
ยังไม่มีอาการปวดหลัง 
7.)
ปรึกษาแพทย์และรับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เริ่มมีอาการ หรือสังเกตุเห็นความผิดปกติ 

การบริหารร่างกายป้องกันอาการปวดหลัง 
1.
ประโยชน์ 
1.1
ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวไม่เกร็ง และแข็งแรงอยู่เสมอ 
1.2
กระดูกและข้อเสื่อมช้าลง 

2.
หลักการ 
2.1
เป็นการออกกำลังบริหารร่างกาย เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ หน้าท้อง หลัง 
      
ตะโพก และต้นขา และเพื่อยึดกล้ามเนื้อด้านหลังของหลังและขา 
2.2
ควรออกกำลังบริหารด้วยความตั้งใจ ทำช้า ๆ ไม่หักโหม บริหารอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง 
      
เช้า – เย็น และในแต่ละท่าการบริหารทำประมาณ 10 ครั้ง 
2.3
ท่าบริหารท่าใดท่าที่ทำแล้วมีอาการปวดหลังมากขึ้น ให้งดทำในท่านั้น ๆ 

3.
ท่าการบริหารป้องกันอาการปวดหลัง 
ท่านเตรียมบริหาร 
นอนหงายบนที่ราบ ศรีษะหนุนหมอน ขาเหยียดตรง มือวางข้างลำตัว 

ท่าที่ 1 ยืดกล้ามเนื้อด้านหลังของขา 
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าข้างหนึ่งขึ้นและวางเท้าราบกับพื้น ส่วนขาอีกข้างหนึ่งเหยียดตรง
วางราบกับพื้น ยกขาที่เหยียดตรงนี้ขึ้นให้สูงที่สุดเท่าที่ยกได้ โดยแผ่นหลังแนบกับพื้นตลอดเวลา
ไม่เคลื่อนไหว แล้วจึงค่อย ๆ วางขานี้ลงราบกับพื้นเหมือนเดิม พักสักครู่ ทำประมาณ 10 ครั้ง 
แล้วจึงสลับบริหารขากอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน 

ท่าที่ 2 เพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้องและตะโพก และลดความแอ่น
ของหลัง 
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าทั้งสองข้างขึ้น วางเท้าราบกับพื้น หายใจเข้าและออกช้า ๆ 
พร้อมกับแขม่วหน้าท้อง กดหลังให้ติดแนบกับพื้น และเกร็งกล้ามเนื้อก้น [ขณะเกร็งกล้ามเนื้อก้น 
ก้นจะยกลอยขึ้น] ทำค้างไว้นานนับ 1-5 หรือ 5 วินาที และจึงคล้าย พักสักครู่และทำใหม่ในลักษณะ
เดียวกัน 10 ครั้ง 

ท่าที่ 3 ยืดกล้ามเนื้อหลัง 
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าทั้งสองข้างเอามือกอดเข่าเข้ามาให้ชิดอก และยกศรีษะเข้ามา
ให้คางชิดเข่า ทำค้างไว้นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ และเริ่มบริหารใหม่ในลักษณะ
เดียวกัน ทำประมาณ 10 ครั้ง 

ท่าที่ 4 ยืดกล้ามเนื้อตะโพก 
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร เอามือกอดเข่าข้างหนึ่งเข้ามาให้ชิดอก พร้อมกับขาอีกข้างเหยียดตรง
เกร็งแนบกับพื้น ทำค้างไว้นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึง
สลับบริหารขาอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน 

ท่าที่ 5 ยืดกล้ามเนื้อสีข้าง 
เริ่มในท่าเตรียมบริหาร ตั้งเข่าข้างหนึ่งขึ้นหันเข้าด้านในของลำตัว พร้อมกับใช้สันเท้า
ของอีกขาหนึ่งกอดเข่าที่ตั้งให้ติดพื้น โดยที่ไหล่ทั้งสองข้างติดพื้นตลอดเวลา ทำค้างไว้
นานนับ 1-10 แล้วจึงคลาย พักสักครู่ และเริ่มบริหารใหม่ ทำประมาณ 10 ครั้ง แล้วจึงสลับ
บริหารขาอีกข้างหนึ่งในลักษณะเดียวกัน 

สรุป 
อาการปวดหลังสามารถป้องกันได้ในบางสาเหตุ ร่วมกับการบริหารร่างกายป้องกันอาการ
ปวดหลัง การรักษาในบางสาเหตุได้ผลมากน้อยเพียงไร ขึ้นกับปัจจัยส่งเสริมหลาย ๆ ประการ 
การรักษาที่ถูกวิธีกับแพทย์เป็นสิ่งดีที่สุดสำหรับท่าน ขอให้ท่านมีสุขภาพหลังที่แข็งแรงอยู่เสมอ 


What is Back Pain?
Back pain is a symptom that can arise from many causes. It can range from a dull, annoying ache to absolute agony. Many cases of back pain are caused by stresses on the muscles and ligaments that support the spine. Sedentary jobs and lifestyles may create a vulnerability to this type of stress or damage. Obesity, which increases both the weight on the spine and the pressure on the discs, is another factor. Strenuous sports such as football and gymnastics can also damage the back.

Back pain ranks second only to headaches as the most frequent pain location. More than 65 million Americans experience low back pain every year. Four out of five adults will experience at least one bout of back pain at some time in their life.

Back pain can occur for no apparent reason and at any point on your spine. The most common site for pain is your lower back because it bears the most weight and stress.

Back injuries are a common cause of disability. And even though back pain is rarely life-threatening, the annual cost in terms of lost productivity, medical expenses and workers' compensation benefits runs into the tens of billions of dollars annually in the United States.

Although back pain is common, it's also quite possible for you to prevent most back problems with simple steps such as exercise and adopting new ways to sit and stand. Even if you've injured your back before, you can learn techniques to help avoid recurrent injuries.


Causes
Your back is a balanced network of bones, ligaments, muscles and nerves. All of these work together to balance and bear the weight of your body and the loads you carry.

Your spine has a series of curves — in your neck, upper back and lower back. These curves help absorb the impact of day-to-day living.

Any number of factors may contribute to lower back pain, including poor muscle tone, excess weight — especially around your middle — and improper or heavy lifting. In addition, poor posture and sitting or standing in one position for a long time puts extra stress on your back.

Among the causes of back pain: 
Muscle strains. Strained muscles, tendons or ligaments or inflamed joints may cause pain along your spine.
Spasms. Muscle spasm is a common response to injury. The spasm is designed to immobilize the painful area and prevent further damage.
Osteoarthritis. This degenerative joint condition affects nearly everyone past age 60. Overloading, injury and aging can slowly cause deterioration of cartilage, the protective tissue that covers the surface of the joints of your vertebrae.


Screening and Diagnosis
Your doctor will examine your back to determine where the pain is, what degree of motion you have without pain and whether you have muscle spasms.

You may also undergo several procedures as your doctor diagnoses back pain:

X-ray. These images show the alignment of your bones, whether you have degenerative joint disease and whether you have a tumor.
Myelography. A special dye injected into your spinal canal allows a herniated disk or other lesions to show up on X-rays.
Magnetic resonance imaging (MRI) or computerized tomography (CT) scans. These scans can generate images that may reveal herniated disks or problems with bones, muscles, cartilage, ligaments, tendons and blood vessels.
Bone scan. You'll receive an injection of a radioactive substance (tracer) into a vein. Using a special camera, your doctor may be able to detect bone tumors or compression fractures caused by osteoporosis.
Electrodiagnostic studies. Studying your nerve conduction pathways can confirm nerve compression caused by herniated disks or narrowing of your spinal canal (spinal stenosis). Electrodiagnosis measures how long it takes for an electrical charge to move from a needle in your spine to a needle in your leg.

Treatment
Because most back problems aren't life-threatening, many doctors recommend home treatment first. Regardless of the type of treatment, most people find that their back pain gets better within 6 weeks.

If you have strained ligaments or severe muscle strain, your recovery could take as long as 12 weeks. But with time and proper care, even pain from a herniated disk can often be overcome.

Treatments for back pain may include:
Medications. Prescription drugs such as nonsteroidal anti-inflammatory drugs and muscle relaxants may relieve mild to moderate back pain. Your doctor may advise corticosteroid injections to ease more severe back pain.
Heat, cold and massage. When performed by a licensed professional, applications of heat, cold and gentle massage may relieve back pain due to muscle spasms. A word of caution — manipulation of your spine may aggravate a disk problem or cause compression fractures if you have osteoporosis. Ask your primary care doctor if spinal manipulation is safe and helpful for you.
Electrical stimulation. Transcutaneous electronic nerve stimulation (TENS) may help stop pain by blocking nerve signals from reaching your brain. A physical therapist places electrodes on your skin near the area of your pain. TENS may relieve pain in your leg due to inflammation or compression of nerves in your back (sciatica), but it may provide little relief for chronic back pain.
Back schools. These programs, available in many communities, focus on managing back pain and preventing its recurrence. Classroom study generally involves back anatomy and function, followed by practice sessions on how to protect your back at home and work.
Exercise and physical therapy. Once your pain subsides, your doctor or a physical therapist can design an exercise program to improve your flexibility, strengthen your back and abdominal muscles and improve your posture.
You probably won't need surgery for back pain. The pain and disability caused by a herniated disk or spinal stenosis frequently diminish with conservative treatment. If you have unrelenting pain or progressive muscle weakness caused by nerve compression, you may benefit from surgery. Common back surgeries include:
Laminectomy. This procedure may relieve leg pain by removing bone spurs or disk fragments that protrude into your spinal canal or press on nerve roots within your spine.
Fusion. This surgery involves joining two vertebrae to eliminate painful movement. A variety of metal implants also are available to help accomplish the fusion.

Before you decide on back surgery, consider getting a second opinion. Surgery to remove a herniated disk is among the most frequently performed procedures in the United States. This surgery carries little risk, and the results usually are good. But long-term outcomes also are often similar following less-invasive treatments.

Prevention
With a little care and attention, you may be able to avoid an aching back in the first place. Getting in better physical condition may help prevent back pain.

To keep your back healthy and strong:
Exercise. Regular aerobic activities that don't strain or jolt your back can increase strength and endurance in your lower back, allowing your muscles to function better. These aerobic exercises may include walking, swimming or biking. Talk with your doctor about which activity is best for you.
Build muscle strength and flexibility. Conditioned abdominal and back muscles work together like a natural corset for your back. Flexibility in your hips and upper legs allows for proper pelvic bone alignment, which improves how your back feels. Doing several simple exercises on a regular basis can help support and align your back.
In addition, use proper body mechanics in everyday activities: 

Stand smart. Maintain a neutral pelvic position. If you must stand for long periods of time, alternate placing your feet on a low footstool to take some of the load off your lower back.
Sit smart. Choose a seat with good lower back support or place a pillow or rolled towel in the small of your back to maintain its normal curve. Keep your knees and hips level.
Lift smart. Let your legs do the work. Move straight up and down. Keep your back straight and bend only at the knees. Hold the load close to your body. Avoid lifting and twisting simultaneously.
Sleep smart. Lie on a firm mattress. Use pillows for support, but don’t use a pillow that forces your neck up at a severe angle.


Self-Care
A sore back often settles down or improves within 6 weeks with rest. Rest for only 1 or 2 days if your back pain is severe, because prolonged bed rest can reduce your muscle strength and lead to further disability.

These steps can help you treat back pain at home:
Apply cold, then heat. Sources of heat and cold, such as a hot bath and hot or cold compresses, can soothe sore and inflamed muscles. Use cold treatment first. Immediately after injuring your back, apply ice several times a day, for up to 20 minutes at a time. Put the ice in a bag, then wrap the bag in a cloth or towel to keep a thin barrier between the ice and your skin. Use ice for as long as spasms persist. After spasms and acute pain subside, you can apply heat from a heating pad or heat lamp to help loosen tight muscles. Limit each heat application to 20 minutes.
Use pain relievers. Over-the-counter pain relievers such as acetaminophen (Tylenol, others) may help control pain. Nonsteroidal anti-inflammatory drugs such as aspirin and ibuprofen (Advil, Motrin, others) also can reduce inflammation.
Consider limited use of a support brace or corset. Back braces and corsets can relieve strain and support your back. However, some devices may be uncomfortable. Another drawback is that your back muscles may weaken with prolonged use of a brace or corset. It's best to use a brace or corset only for short periods or during back-straining activities. Braces and corsets are available over-the-counter at pharmacies and medical supply stores. Your doctor also may prescribe a brace customized for your back.


Complementary and Alternative Medicine
Besides treatment provided by a doctor and self-care steps taken at home, some people have turned to chiropractic care and acupuncture for relief of back pain.

Chiropractic care
Chiropractic medicine is perhaps the most commonly used alternative therapy in the United States. It's based on the belief that certain illnesses and conditions result from impairment of your nervous system, due to problems with your joints.
To relieve mild to moderate back pain and reduce or eliminate the negative effects on your nerves, chiropractors manipulate and massage your spine and back muscles. Spinal manipulation can effectively treat uncomplicated back pain, especially if you've had the pain for less than 4 weeks.
A 1992 policy statement from the American Medical Association permits physicians to work with chiropractors — if physicians believe that chiropractic treatment offers a clear benefit. Although chiropractors use many standard medical procedures, they can't prescribe drugs or perform surgery.
People other than chiropractors also do spinal manipulation. Osteopathic doctors and physical therapists are trained in this treatment. And there's no evidence that chiropractors do better spinal manipulation than other health care providers.
If you're thinking of seeing a chiropractor, keep the following points in mind:
First see the physician who provides your primary medical treatment. If you want spinal manipulation, ask your physician if it's appropriate. Manipulation of your spine can aggravate a disk problem or promote compression fractures if you have osteoporosis.
If you seek chiropractic care without a referral, do so carefully. Find someone who attended a school accredited by the Council on Chiropractic Education.
See only chiropractors who are willing to report to your physician, review recent X-ray films provided by your physician, give you a written treatment plan and allow your physician to observe chiropractic treatments.
Avoid chiropractors who view spinal manipulation as a treatment or cure for a wide range of diseases. There's no evidence to support this idea.

Acupuncture
An acupuncturist inserts hair-thin needles under your skin, causing little or no pain. The needles usually stay in for 15 to 30 minutes, and you may need several sessions. Research suggests that pain relief may come from the release of endorphins, your body's natural painkillers.
Although noting a lack of rigorously controlled research about the benefits of acupuncture, the National Institutes of Health concluded in 1998 that acupuncture may help conditions that involve chronic pain, including low back pain. The Mayo Pain Clinic has used acupuncture since 1974 in some cases in which people don't experience pain relief from medications or nerve blocks.
To find a qualified practitioner, ask for a referral from your physician or contact the American Academy of Medical Acupuncture (AAMA). 


 

 

  เส้นเอ็นอักเสบ   Tendinitis

 

ลักษณะทั่วไป
ตำแหน่งที่พบได้บ่อย ได้แก่ เส้นเอ็นที่ข้อไหล่ ข้อศอก ข้อมือ ข้อสะโพก และเส้นเอ็นร้อยหวาย
(
เอ็นส้นเท้า)โรคนี้พบได้ค่อนข้างบ่อย เป็นโรคที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง แต่อาจเป็นเรื้อรัง และ
ทำให้ทำงานไม่ถนัด

สาเหตุ
การอักเสบของเส้นเอ็น (tendon) มักมีสาเหตุจากการได้รับบาดเจ็บ หรือทำงานหนัก

อาการ
มีอาการเจ็บปวดตรงเส้นเอ็นที่อักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเคลื่อนไหว ไปในทิศทางที่ทำ
ให้เส้นเอ็นส่วนนั้นถูกยืดและดึงรั้ง   อาการมักจะเป็นอยู่นานเป็นสัปดาห์ ๆ หรือ เป็นเดือน ๆ

สิ่งตรวจพบ
เมื่อใช้นิ้วมือกดแรง ๆ จะพบจุดที่กดเจ็บจุดเดียว ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณข้อ บางคนอาจมีอาการ
บวมของเส้นเอ็นส่วนนั้นร่วมด้วย

การรักษา
1. ควรหยุดพักการใช้ข้อที่ปวด ใช้ ถุงน้ำร้อนประคบ ทานวดด้วยขี้ผึ้งน้ำมันระกำ หรือยาหม่อง
   
ใช้ผ้าพันแผล ชนิดยืดพันให้พอแน่น และกินยาแก้ปวด และยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ 
   
เช่นเดียวกับการดูแลผู้ป่วยข้อแพลง  เมื่อทุเลาปวด ให้ค่อย ๆ เคลื่อนไหวบริหารข้อนั้นให้คืน
   สู่สภาพปกติ
2.
ถ้าอาการไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ ควรแนะนำไปโรงพยาบาล อาจต้องเอกซเรย์ (บางคนอาจ
   
พบมีหินปูน หรือ แคลเซียมเกาะที่เส้นเอ็น)     ในรายที่เป็นมากอาจต้องฉีดสเตอรอยด์ ตรง
  
บริเวณที่ปวด (การฉีดยาชนิดนี้ อาจทำให้ปวดมาก   บางครั้งอาจต้องผสมยาชา) ซึ่งเป็นวิธี
  
รักษาที่ได้ผลดี แต่ไม่ควรฉีดเกินปีละ 2-3 ครั้ง อาจทำให้เส้นเอ็นเปื่อยฉีกขาดได้

 

ข้อมูลดีๆจาก : www.thailabonline.com

 

 




นานาสาระน่ารู้

บทความโรคมะเร็ง
ความรู้เกี่ยวกับ พรบ.ข้อมูลข่าวสาร 2540
10 วิธีการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี
ไข้เลือดออก



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
โรงพยาบาลบ้านหลวง 191 ม.2 ต.ป่าคาหลวง อ.บ้านหลวง จ. น่าน 55190 Tel 054 - 761060 FAX 054 - 761221